Tag Archive | "พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า"

Tags: , , ,

พระบูรพทิศาไภษัชยคุรุสัปตตถาคต สมาธิพละไวฑูรยประภามหาฤทธาธารณี 東方藥師七如來定力琉璃光大神陀羅尼


พระบูรพทิศาไภษัชยคุรุสัปตตถาคต สมาธิพละไวฑูรยประภามหาฤทธาธารณี
東方藥師七如來定力琉璃光大神陀羅尼
(จากพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาสัปตพุทธปูรวปณิธานวิเศษสูตร 藥師琉璃光七佛本願功德經)

ตทฺยถา ฆุเม ฆุเม อิเม นิ มิ หิ มติ มติ สปฺต ตถาคต สมาธฺยธิษฺฐิเต อเต มเต ปาเล ปาปํ
โศธนิ สรฺวาปาปํ นาศย มม พุทฺเธ พุทฺโธ ตฺตเม อุเม กุเม พุทฺธ กฺเษตร ปริโศธนิ ธเมนิ ธเม เมรุ
เมรุ เมรุศิขเร สรฺวาอกาลมฤตยุ นิปารณิ พุทฺเธ สุพุทฺเธ พุทฺธอธิษฺฐาน รกฺษนฺตุ เม สรฺวาเทวสเม อส เม สมนฺราหรนฺตุ เม สรฺวาพุทฺธโพธิสตฺว ศเม ศเม ปรศมนฺตุ เม สรฺวาอิตยุ ปตฺรวพยาตย: ปูรเณ ปูรณิ ปรยเม สรฺวาอศาย ไพฑูรฺยปรติภาเส สรฺวาปาปํ กฺศ ยทฺกริ สฺวาหา

ในพระสูตรนี้กล่าวว่า เมื่อพระศากยมุนีพุทธเจ้าทรงเจริญสมาธิฌานเพื่ออัญเชิญเสด็จพระพุทธเจ้าแห่งทิศบูรพา ๗ พระองค์มายังโลกธาตุแห่งนี้แล้ว สมัยนั้นพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ได้ลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายอภิวาทประทักษิณพระผู้มีพระภาคเจ้า ๗ พระองค์ ๗ รอบแล้ว กราบแทบเบื้องพระพุทธบาท กราบทูลว่า สาธุ สาธุ พลานุภาพแห่งสมาธิของพระตถาคตเจ้ามิอาจประมาณได้โดยแท้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้แล

ดาวน์โหลดเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ลิ้งค์ข้างล่าง




Posted in ธารณีมนตร์Comments (0)

Tags: ,

พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า


เจริญพร สาธุชนทุกท่าน วันนี้ถือเป็นวันมงคลอย่างยิ่ง เพราะเป็นวันที่คนหลายคนจะมีความสุข เหมือนกับการได้มีชีวิตใหม่ มีชีวิตที่ดีขึ้น จึงทำให้มีความสุขยิ่งขึ้น เพราะชีวิตความเป็นอยู่มีความปกติสุขยิ่งขึ้น ความทุกข์ทางกายเมื่อลดลง ความทุกข์ทางใจจึงลดลงไปด้วย

การเสียสละกำลังกาย กำลังปัญญา กำลังทรัพย์ ในการช่วยเหลือผู้ขาดแขนขาของท่านทั้งหลายในครั้งนี้ สอดคล้องตาม ความตั้งใจ หรือมหาปณิธานของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ออกเสียงอย่างสันสกฤตว่า พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า พระนามเต็มว่า พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต ญี่ปุ่นเรียก “ยากูชิ” ธิเบตเรียก “ซังเกแมงลา” อังกฤษว่า “เมคดิซีน บุดดา” ท่านที่มีส่วนร่วมทั้งหลายจึงชื่อว่าเป็น “โพธิสัตว์ที่กำลังบำเพ็ญบารมี ผู้เดินตามรอยพระบาทพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า”

ดาวน์โหลดเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ลิ้งค์ข้างล่าง




Posted in บทความทั่วไปComments (0)

Tags: , ,

ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาสัปตพุทธปูรวปณิธานวิเศษสูตร藥師琉璃光七佛本願功德經


พระมหาสมณะอี้จิง ตรีปิฎกธราจารย์ชาวจีน แปลจากสันสกฤตพากย์สู่จีนพากย์ ในสมัยราชวงศ์ถัง ประเทศจีน
พระวิศวภัทร เซี่ยเกี๊ยก (沙門聖傑) แห่งวัดเทพพุทธาราม แปลจากจีนพากย์สู่ไทยพากย์
เมื่อพระพุทธายุกาลล่วงแล้ว ๒๕๔๔ ปี


วรรคหลัง 卷下

爾時佛告曼殊室利。彼藥師琉璃光如來行菩薩道時所發大願及彼佛土功德莊嚴。我於一劫若過一劫說不能盡。然彼佛土純一清淨。無諸欲染亦無女人及三惡趣苦惱之聲。以淨琉璃而為其地。城闕宮殿及諸廊宇軒窓羅網皆七寶成。亦如西方極樂世界功德莊嚴。於彼國中有二菩薩。一名日光遍照。二名月光遍照。於彼無量菩薩眾中而為上首。能持彼佛正法寶藏。是故曼殊室利。若有淨信男子女人。應當願生彼佛世界。

สมัยนั้น พระศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพุทธดำรัสต่อพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ว่า มหาปณิธานและคุณาลังการแห่งพุทธเกษตร ของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น เมื่อสมัยที่ทรงประพฤติโพธิสัตวปฏิปทา แม้นตถาคต(พระศากยมุนีพุทธเจ้า) จะพรรณนาไปตลอดหนึ่งกัลป์หรือล่วงกัลป์หนึ่งไป ก็มิอาจพรรณนาได้หมดสิ้น ดินแดนพุทธเกษตรแห่งนั้นบริสุทธิ์ยิ่งนัก ปราศจากกามาสวะทั้งปวง อีกปราศจากสตรีเพศและเสียงแห่งความทุกข์ของอบายภูมิสาม มีรัตนไวฑูรย์บริสุทธิ์เป็นพื้นปฐพี ปราสาท ราชมณเฑียร วิหาร ชาลมาลา ราชรถ ก็สำเร็จด้วยสัปตรัตนะทั้งสิ้น ซึ่งมีองคคุณอันอลังการยิ่งใหญ่แล้วดุจสุขาวดีโลกธาตุเบื้องทิศาด้านตะวันตก ในศุทธิไวฑูรย์พุทธเกษตรแห่งนั้น มีโพธิสัตว์มหาสัตว์ ๒ องค์ นามว่า สุริยะประภา๑ และ จันทรประภา๑ โพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งสองนี้แล เป็นประธานในหมู่โพธิสัตว์จำนวนมากมายเหลือคณานับ สามารถธำรงไว้ซึ่งธรรมปิฎกอันประเสริฐของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น(ไภษัชยคุรุไวฑูรประภาตถาคต)

เหตุนี้แหละมัญชุศรี หากชายหญิงมีศรัทธาอันบริสุทธิ์ดีแล้ว ก็พึงปรารถนาไปอุบัติยังพุทธเกษตรแห่งนั้นเถิด

復次曼殊室利。若有眾生。不識善惡。惟懷貪惜不知惠施及施果報。愚癡少智無有信心。多畜珍財勤勞守護。見乞者來心生不喜。設不獲已行惠施時。如割身肉深生悋惜。復有無量慳貪有情積集資財。然於自身尚不能用。況當供給父母妻子奴婢僕使及來乞者。彼諸有情從此命終。生餓鬼中或傍生趣。由昔人間曾聞藥師琉璃光如來名故。雖在惡趣還得憶念彼如來名。即於彼沒生在人中。得宿命智念畏惡趣苦不樂欲樂。好行惠施讚歎施者。所有財物無慳悋心。慚次尚能以頭目手足血肉身分施來求者。況餘財物。

ดูก่อน มัญชุศรี หากมีสรรพสัตว์ที่ไม่เข้าใจกุศลและอกุศล มีเพียงความละโมบและตระหนี่ มิรู้จักการบริจาคทานและผลแห่งการบริจาคทาน เป็นผู้เขลาน้อยด้วยปัญญาอยู่ ปราศจากจิตศรัทธา ได้สั่งสมทรัพย์สินมีค่าและขวนขวายรักษาด้วยความเหนื่อยยาก เมื่อพบผู้ขอจิตใจก็มิยินดี แม้นมิได้บริจาคทานก็เสมือนว่าถูกเฉือนมังสะออกจากร่าง มีความเสียดายเป็นที่สุด ยังมีผู้มากด้วยอภิชฌาความละโมบ ตระหนี่ถี่เหนียวไม่มีประมาณ ได้สั่งสมทรัพย์สมบัติไว้แม้ตนเองก็มิยอมใช้สอย แล้วจักประสาใดกับการเลี้ยงดูบิดามารดา ภริยา บุตร ทาส ทาสี(ทาสผู้หญิง) บริษัทบริวารและผู้ยากไร้อีกเล่า หมู่สัตว์เหล่านั้นเมื่อชีพนี้ดับสิ้นแล้ว ย่อมไปเกิดอยู่ในภูมิของเปรตหรือเดรัจฉาน แต่ด้วยเมื่อตอนอยู่ในภูมิมนุษย์ เคยได้สดับพระนามพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้าแล้วเป็นเหตุ แม้ว่าขณะที่อยู่ในอบายภูมิก็จักหวนระลึกถึงพระนามของพระตถาคตเจ้านั้นได้อีก แล้วจึงหายจากสถานที่แห่งนั้นแล้วมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ได้บรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ(๑) เกิดความเกรงกลัวในทุกข์ของอบายภูมิ มิยินดีในกามสุขอีก จะทำดีประพฤติทานและโมทนากับผู้บริจาคทานอื่นๆ บรรดาทรัพย์สินทั้งปวงจิตก็มิตระหนี่หวงแหนเอาไว้ จนค่อยๆ สามารถสละแม้ศีรษะ ดวงตา

(๑)ญาณระลึกชาติหนหลังได้ , หนึ่งในอภิญญา ๖ ของพระพุทธศาสนา มี ๑)อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ ๒)ทิพยจักษุ ตาทิพย์ ๓)ทิพยโสต หูทิพย์ ๔)เจโตปริยญาณ ญาณที่กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ ๕) บุพเพนิวาสานุสสติญาณ การระลึกชาติแต่หนหลังได้ และ ๖)อาสวักขยญาณ ญาณที่ทำให้สิ้นอาสวะ (ข้อ ๖ นี้มีเฉพาะพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา) ห้าข้อแรกเป็นโลกียอภิญญา ข้อท้ายเป็นโลกุตตระ

ดาวน์โหลดเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ลิ้งค์ข้างล่าง




Posted in พระสูตรComments (0)

Tags: , ,

ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาสัปตพุทธปูรวปณิธานวิเศษสูตร藥師琉璃光七佛本願功德經


กถามุข

ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาสัปตพุทธปูรวปณิธานวิเศษสูตรนี้ พระมหาสมณะอี้จิง แห่งราชวงศ์ถัง ได้แปลจากภาษาสันสกฤตสู่ภาษาจีนในปีพุทธศักราช ๑๒๕๐ โดยกล่าวถึงพระพุทธเจ้าที่มีมหาปณิธานในลักษณะคล้ายคลึงกันจำนวน ๗ พระองค์ และยังมีพระชนม์ชีพอยู่แม้นในปัจจุบัน แต่ทว่าประทับอยู่ในโลกธาตุอื่นๆ ด้านบูรพาทิศ กล่าวถึงพุทธประวัติ มหาปณิธาน และอานิสงส์แห่งการกราบไหว้บูชา การเอ่ยพระนามหรือเพียงการน้อมใจระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้ง ๗ พระองค์นั้น

พระสูตรปกรณ์นี้ เป็นที่แพร่หลายมากในประเทศที่ศรัทธาในพระพุทธธรรมมหายาน เช่น จีน ญี่ปุ่น ธิเบต เนปาล บางแห่งจะให้พุทธศาสนิกชนได้ลูบคลำพระพุทธปฏิมาของพระไภษัชยคุรุตรงส่วนที่ตนเองเจ็บปวด ด้วยความเชื่อที่ว่าจะได้หายจากการเจ็บปวดบริเวณนั้น

พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า จีนเรียก “เอี๊ยะ ซือ ยู ไล” มีพระนามเต็มว่า พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้า อันมีความหมายดังนี้ ไภษัชยคุรุ แปลว่า พระผู้เป็นบรมครูแห่งโอสถรักษาโรค ส่วนคำว่า ไวฑูรยประภาตถาคต แปลว่า พระตถาคตเจ้าผู้มีแสงรัศมีสีน้ำเงินดุจรัตนไวฑูรย์ ซึ่งจะสังเกตได้จากภาพวาดศิลปะธิเบตที่วาดพระวรกายสีน้ำเงินเข้ม พระหัตถ์ซ้ายทรงบาตร พระหัตถ์ขวาทรงต้นยาสมุนไพร (ถ้ามาทางจีนจะทรงถือเห็ดหลินจือ เพราะเชื่อว่าเป็นเห็ดอายุวัฒนะของเซียน) ซึ่งต้นยาที่ทรงถือไว้นั้น มีชื่อว่า
“อคทะ” เป็นคำคุณศัพท์ ในความหมายว่า แข็งแรง สุขภาพดี ถ้าใช้เป็นคำนาม แปลว่า ยาบำบัดโรค หรือชื่อยาที่บำบัดแก้พิษได้ หรือผลไม้ชนิดหนึ่งคล้ายผลสมอเรียกว่า อรุระ

พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าแห่งการรักษาพยาบาล เป็นพระพุทธเจ้าแห่งสรรพโอสถทั้งปวง ทรงรักษาโรคภัยของสรรพสัตว์ทุกชนิดรวมทั้งโรคอันเป็นบ่อเกิดแห่งวัฏสงสาร คืออวิชชาด้วย ฉะนั้นพระองค์จึงทรงเป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนมาก อันพึงสังเกตได้จากอุโบสถในอารามใหญ่ๆ นิยมประดิษฐานพระปฏิมาของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ไว้ทางเบื้องซ้ายของพระศรีศากยมหามุนีพุทธเจ้า และมีพระอมิตาภะพุทธเจ้าประดิษฐานไว้ทางเบื้องขวา อันมีความหมายว่า พระอมิตาภะพุทธเจ้าทรงมีโลกธาตุนามว่า “สุขาวดี”  ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของโลกแห่งนี้ และพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ก็ทรงมีโลกธาตุของพระองค์นามว่า “ศุทธิไวฑูรย์” (浄琉璃世界) หรือ “ไวฑูรย์ประภาส” (琉璃浄光世界) หรือ “ปูรณจันทระ” (滿月世界) อยู่ตรงข้ามคือทางทิศตะวันออกของโลกนี้เช่นกัน

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้ง ๗ พระองค์ในพระสูตรนี้ได้ประกาศมหาปณิธานไว้หลากหลาย รวมทั้งหมดมี ๔๔ ประการ แต่ก็มีพุทธประสงค์เพื่ออนุเคราะห์สรรพสัตว์ที่ยากจนข้นแค้น อดอยากหิวโหย ทุกข์ทรมานด้วยโรคร้าย และความพิกลพิการทั้งปวง คือมุ่งดับทุกข์ที่ชาติปัจจุบันก่อนแล้วจึงไปเกิดในพุทธเกษตรนั้นๆดุจกัน หากผู้อ่านแล้วได้พิจารณาตาม ด้วยมีเมตตาจิตเป็นที่ตั้ง ก็จะซาบซึ้งในพระมหาเมตตา มหากรุณาธิคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์เป็นอย่างดี เนื่องด้วยแต่ละพระองค์ทรงมีพระทัยละเอียดอ่อนคัมภีรภาพเป็นที่สุด ดังพระมหาปณิธานที่ว่า จะขจัดทุกข์จากอากาศที่หนาวและร้อน โรคภัยไข้เจ็บทั้งทางกายและใจ ตั้งแต่เจ้าพระราชาจนถึงกระยาจกผู้เข็ญใจ รวมทั้งสรรพสัตว์ทั้ง ๖ ภูมิ คือ เทวดาภูมิ มนุษยภูมิ เดรัจฉานภูมิ เปรตภูมิ อสุรภูมิ นรกภูมิ และสัตว์ในคติ ๘ อันมีเทพ นาค ยักษ์ คนธรรพ อสุร ครุฑ กินนร และมโหราค เป็นต้น

แม้ว่าจะเป็นทุกข์ต่างประเภทกัน ก็คงไม่มีผู้ใดดปรารถนาแน่นอน เช่นว่าผู้ที่อยู่ในสภาวะอิ่ม (สุข) ก็จะไม่รู้ซึ้งถึงสภาวะหิว (ทุกข์) ของอีกบุคคลหนึ่งในขณะนั้นได้เลย ถึงแม้ว่าเขาจะเคยประสบมาแล้วก็ตาม กล่าวให้ละเอียดลงไป หากผู้ที่ประสบภาวะอากาศร้อนหรือเพียงอบอ้าว (ทุกข์) ก็ปรารถนาในอากาศหนาวหรือเพียงเย็นสบาย (สุข) แต่บางคนประสบภาวะอากาศหนาวหรือเพียงเย็นสบายแต่กลับเป็นทุกข์ กลับปรารถนาในอากาศร้อนหรืออบอ้าวว่าเป็นสุขเช่นนี้ ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ดำรงฐานะที่ต่างกันด้วยประการทั้งปวง ย่อมมิอาจหรือยากที่จะได้รับรู้ถึงสภาวะทุกข์ของผู้อื่นได้ ด้วยเพราะความสุขและทุกข์ของแต่ละบุคคลรับรู้ได้เฉพาะใจแห่งตนเท่านั้น

ดาวน์โหลดเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ลิ้งค์ข้างล่าง




Posted in พระสูตรComments (0)

  • Popular
  • Latest
  • Comments
  • Tags
  • Subscribe
  • None found
Advertise Here

จำนวนผู้เข้าชม

จำนวนผู้เข้าชมขณะนี้: 0
จำนวนผู้เข้าชมที่ Login: 0
จำนวนผู้เข้าชมวันนี้: 43
จำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด: 2817

Login



เพลง Dizang Pusa