พระศึกษานันทะมหาเถระ ตรีปิฎกธราจารย์ชาวอินเดีย ในสมัยราชวงศ์ถัง ประเทศจีน แปลจากสันสกฤตพากย์สู่จีนพากย์ ปี ๑๒๓๘ ถึง ๑๒๔๒
พระวิศวภัทร เซี่ยเกี๊ยก(沙門聖傑) แห่งวัดเทพพุทธาราม (仙佛寺) แปลจากจีนพากย์สู่ไทยพากย์เมื่อพระพุทธายุกาลล่วงแล้ว ๒๕๔๗ ปี ๖ เดือน ๒๕ วัน
第一地 : 欢喜地
(ปฐมภูมิ : ประมุฑิตาภูมิ : ทานบารมี)
「佛子!若有眾生深種善根,善修諸行,善集助道,善供養諸佛,善集白淨法,為善知識,善攝善清淨深心,立廣大志,生廣大解,慈悲現前,為求佛智故,為得十力故,為得大無畏故,為得佛平等法故,為救一切世間故,為淨大慈悲故,為得十力無餘智故,為淨一切佛剎無障礙故,為一念知一切三世故,為轉大法輪無所畏故。
ดูก่อนพุทธบุตร หากมีสรรพสัตว์ที่สั่งสมกุศลมูลไว้ลึกซึ้ง ได้บำเพ็ญจริยาทั้งปวงแล้วเป็นอย่างดี เพรียบพร้อมกุศลอันเอื้อแก่มรรคแล้วเป็นอย่างดี ถวายสักการะพระพุทธะทั้งปวงแล้วเป็นอย่างดี ประชุมอยู่ด้วยธรรมฝ่ายขาวเป็นอย่างดี ด้วยเป็นสหายที่ดี ได้สงเคราะห์แก่จิตที่บริสุทธิคัมภีรภาพเป็นอย่างดี ได้ตั้งมหาจิตที่สูงส่งแลไพบูลย์ บังเกิดมหาวิภาคที่ไพศาล ปรากฎมีความเมตตาการุญอยู่เบื้องหน้า ด้วยเหตุที่ปรารถนาพระพุทธปัญญา ด้วยเหตุแห่งการลุถึงทศพละ ด้วยเหตุแห่งการลุถึงความมิหวาดกลัวที่ยิ่งใหญ่(๑) ด้วยเหตุแห่งการลุถึงพระพุทธสมภาวธรรม ด้วยเหตุแห่งการอนุเคราะห์จักรวาลทั้งปวง ด้วยเหตุแห่งการชำระมหาเมตตากรุณา ด้วยเหตุแห่งการลุถึงทศพลปัญญา
(๑) ความมิหวาดกลัวที่ยิ่งใหญ่ อาจแบ่งเป็น ๑) มิหวาดกลัวภัยของวัฏสงสารหวนกลับมาฉุดช่วยสรรพสัตว์ และ ๒) มิหวาดกลัวในตบะบำเพ็ญที่ยากลำบาก เพื่อมุ่งสู่พระพุทธภูมิ
อันไร้ขอบเขต ด้วยเหตุแห่งการชำระสรรพพุทธเกษตรโดยปราศจากอุปสรรคข้องขัด ด้วยเหตุแห่งการระลึกเพียงวาระเดียวก็ล่วงรู้ในสรรพตรีกาล และด้วยเหตุแห่งการหมุนเคลื่อนมหาธรรมจักรอันมิหวาดหวั่น ดังนี้
佛子!菩薩起如是心,以大悲為首,智慧增上,善巧方便所攝,最上深心所持,如來力無量,善觀察分別勇猛力智、力無礙智、現前隨順自然智,能受一切佛法,以智慧教化,廣大如法界,究竟如虛空,盡未來際。
พุทธบุตร เมื่อโพธิสัตว์บังเกิดจิตเช่นนี้ ด้วยอาศัยมหากรุณาเป็นเบื้องต้น แลมีปัญญาญาณที่เป็นใหญ่ มีอุปายโกศลเป็นเครื่องสงเคราะห์ มีคัมภีรจิตอันสูงส่งเป็นเครื่องยึดถือ อีกด้วยมีตถาคตพละมิมีประมาณ ได้ทอดทัศนาจำแนกปัญญาแห่งความแกล้วกล้า กำลังแห่งปัญญาอันปราศจากสิ่งกีดกั้น(๒) ปัญญาอันปรากฏขึ้นเองโดยธรรมชาติ สามารถน้อมรับธรรมของพระพุทธะทั้งปวง ใช้ปัญญาญาณในการสั่งสอน มีไพบูลยภาพดุจธรรมธาตุ เป็นที่สุดดุจอากาศ ตลอดสิ้นขอบเขตแห่งอนาคต
佛子!菩薩始發如是心,即得超凡夫地,入菩薩位,生如來家,無能說其種族過失,離世間趣,入出世道,得菩薩法,住菩薩處,入三世平等,於如來種中決定當得無上菩提。菩薩住如是法,名:住菩薩歡喜地,以不動相應故。
พุทธบุตร เมื่อโพธิสัตว์เริ่มบังเกิดจิตเช่นนี้ ก็คือการก้าวล่วงภูมิของปุถุชน เข้าสู่โพธิสัตวฐานะ ได้ถืออุบัติในตถาคตเคหาสน์ อันจะกล่าวถึงความวิบัติของตระกูลนั้นมิได้ ไกลจากโลกียภูมิ เข้าสู่โลกุตตรมรรค ลุถึงโพธิสัตวธรรม สถิตในโพธิสัตวสถาน เข้าสู่สมภาพแห่งตรีกาล ด้วยว่าเป็นตถาคตพันธุ์คือเชื้อสายของพระตถาคตย่อมจักได้ลุถึงพระอนุตรสัมโพธิญาณ
(๒) ตามศัพท์คือ อนาวรณญาณ
(๓)ตถาคตเคหาสน์ ความหมายคือ สถานที่อาศัยของพระตถาคต คือพระธรรมวินัย มีนัยยะคือ ผู้เป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เมื่อปราวณาตนเป็นพุทธบุตรก็ดี หรือเป็นผู้นั่งใกล้พระรัตนไตรก็ดี ถือเป็นผู้ร่วมเคหสถานเดียวกับพระตถาคต อันตราบใดที่ยังอยู่ในตถาคตเคหาสน์ ย่อมจักปลอดภัยจากอันตรายจากมาร คือทุกข์แห่งวัฏฏสงสารได้ในที่สุด หากยังไม่ได้ทำถึงความเป็นที่สุดแห่งทุกข์ได้ ก็จะทุเลาเบาบางจากทุกข์แห่งโลกธรรม ๘ และกิเลสต่างๆ คือรู้อริยสัจจ์และรู้อุเบกขา ในกรณีตรงข้ามผู้ที่ทำให้พระตถาคตเคหาสน์แปดเปื้อนก็คือ ผู้ปราวนาตนเข้ามาในพระศาสนา แต่ละเมิดพระธรรมวินัย ทำให้พระศาสนาเสื่อมเสียมัวหมอง เป็นต้น
ดาวน์โหลดเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ลิ้งค์ข้างล่าง





