Posted on 27 July 2010
พระมหาสมณะอี้จิง ตรีปิฎกธราจารย์ชาวจีน แปลจากสันสกฤตพากย์สู่จีนพากย์ ในสมัยราชวงศ์ถัง ประเทศจีน
พระวิศวภัทร เซี่ยเกี๊ยก (沙門聖傑) แห่งวัดเทพพุทธาราม แปลจากจีนพากย์สู่ไทยพากย์
เมื่อพระพุทธายุกาลล่วงแล้ว ๒๕๔๔ ปี
วรรคหลัง 卷下
爾時佛告曼殊室利。彼藥師琉璃光如來行菩薩道時所發大願及彼佛土功德莊嚴。我於一劫若過一劫說不能盡。然彼佛土純一清淨。無諸欲染亦無女人及三惡趣苦惱之聲。以淨琉璃而為其地。城闕宮殿及諸廊宇軒窓羅網皆七寶成。亦如西方極樂世界功德莊嚴。於彼國中有二菩薩。一名日光遍照。二名月光遍照。於彼無量菩薩眾中而為上首。能持彼佛正法寶藏。是故曼殊室利。若有淨信男子女人。應當願生彼佛世界。
สมัยนั้น พระศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพุทธดำรัสต่อพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ว่า มหาปณิธานและคุณาลังการแห่งพุทธเกษตร ของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น เมื่อสมัยที่ทรงประพฤติโพธิสัตวปฏิปทา แม้นตถาคต(พระศากยมุนีพุทธเจ้า) จะพรรณนาไปตลอดหนึ่งกัลป์หรือล่วงกัลป์หนึ่งไป ก็มิอาจพรรณนาได้หมดสิ้น ดินแดนพุทธเกษตรแห่งนั้นบริสุทธิ์ยิ่งนัก ปราศจากกามาสวะทั้งปวง อีกปราศจากสตรีเพศและเสียงแห่งความทุกข์ของอบายภูมิสาม มีรัตนไวฑูรย์บริสุทธิ์เป็นพื้นปฐพี ปราสาท ราชมณเฑียร วิหาร ชาลมาลา ราชรถ ก็สำเร็จด้วยสัปตรัตนะทั้งสิ้น ซึ่งมีองคคุณอันอลังการยิ่งใหญ่แล้วดุจสุขาวดีโลกธาตุเบื้องทิศาด้านตะวันตก ในศุทธิไวฑูรย์พุทธเกษตรแห่งนั้น มีโพธิสัตว์มหาสัตว์ ๒ องค์ นามว่า สุริยะประภา๑ และ จันทรประภา๑ โพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งสองนี้แล เป็นประธานในหมู่โพธิสัตว์จำนวนมากมายเหลือคณานับ สามารถธำรงไว้ซึ่งธรรมปิฎกอันประเสริฐของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น(ไภษัชยคุรุไวฑูรประภาตถาคต)
เหตุนี้แหละมัญชุศรี หากชายหญิงมีศรัทธาอันบริสุทธิ์ดีแล้ว ก็พึงปรารถนาไปอุบัติยังพุทธเกษตรแห่งนั้นเถิด
復次曼殊室利。若有眾生。不識善惡。惟懷貪惜不知惠施及施果報。愚癡少智無有信心。多畜珍財勤勞守護。見乞者來心生不喜。設不獲已行惠施時。如割身肉深生悋惜。復有無量慳貪有情積集資財。然於自身尚不能用。況當供給父母妻子奴婢僕使及來乞者。彼諸有情從此命終。生餓鬼中或傍生趣。由昔人間曾聞藥師琉璃光如來名故。雖在惡趣還得憶念彼如來名。即於彼沒生在人中。得宿命智念畏惡趣苦不樂欲樂。好行惠施讚歎施者。所有財物無慳悋心。慚次尚能以頭目手足血肉身分施來求者。況餘財物。
ดูก่อน มัญชุศรี หากมีสรรพสัตว์ที่ไม่เข้าใจกุศลและอกุศล มีเพียงความละโมบและตระหนี่ มิรู้จักการบริจาคทานและผลแห่งการบริจาคทาน เป็นผู้เขลาน้อยด้วยปัญญาอยู่ ปราศจากจิตศรัทธา ได้สั่งสมทรัพย์สินมีค่าและขวนขวายรักษาด้วยความเหนื่อยยาก เมื่อพบผู้ขอจิตใจก็มิยินดี แม้นมิได้บริจาคทานก็เสมือนว่าถูกเฉือนมังสะออกจากร่าง มีความเสียดายเป็นที่สุด ยังมีผู้มากด้วยอภิชฌาความละโมบ ตระหนี่ถี่เหนียวไม่มีประมาณ ได้สั่งสมทรัพย์สมบัติไว้แม้ตนเองก็มิยอมใช้สอย แล้วจักประสาใดกับการเลี้ยงดูบิดามารดา ภริยา บุตร ทาส ทาสี(ทาสผู้หญิง) บริษัทบริวารและผู้ยากไร้อีกเล่า หมู่สัตว์เหล่านั้นเมื่อชีพนี้ดับสิ้นแล้ว ย่อมไปเกิดอยู่ในภูมิของเปรตหรือเดรัจฉาน แต่ด้วยเมื่อตอนอยู่ในภูมิมนุษย์ เคยได้สดับพระนามพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้าแล้วเป็นเหตุ แม้ว่าขณะที่อยู่ในอบายภูมิก็จักหวนระลึกถึงพระนามของพระตถาคตเจ้านั้นได้อีก แล้วจึงหายจากสถานที่แห่งนั้นแล้วมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ได้บรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ(๑) เกิดความเกรงกลัวในทุกข์ของอบายภูมิ มิยินดีในกามสุขอีก จะทำดีประพฤติทานและโมทนากับผู้บริจาคทานอื่นๆ บรรดาทรัพย์สินทั้งปวงจิตก็มิตระหนี่หวงแหนเอาไว้ จนค่อยๆ สามารถสละแม้ศีรษะ ดวงตา
(๑)ญาณระลึกชาติหนหลังได้ , หนึ่งในอภิญญา ๖ ของพระพุทธศาสนา มี ๑)อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ ๒)ทิพยจักษุ ตาทิพย์ ๓)ทิพยโสต หูทิพย์ ๔)เจโตปริยญาณ ญาณที่กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ ๕) บุพเพนิวาสานุสสติญาณ การระลึกชาติแต่หนหลังได้ และ ๖)อาสวักขยญาณ ญาณที่ทำให้สิ้นอาสวะ (ข้อ ๖ นี้มีเฉพาะพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา) ห้าข้อแรกเป็นโลกียอภิญญา ข้อท้ายเป็นโลกุตตระ
ดาวน์โหลดเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ลิ้งค์ข้างล่าง
Posted on 27 July 2010
กถามุข
ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาสัปตพุทธปูรวปณิธานวิเศษสูตรนี้ พระมหาสมณะอี้จิง แห่งราชวงศ์ถัง ได้แปลจากภาษาสันสกฤตสู่ภาษาจีนในปีพุทธศักราช ๑๒๕๐ โดยกล่าวถึงพระพุทธเจ้าที่มีมหาปณิธานในลักษณะคล้ายคลึงกันจำนวน ๗ พระองค์ และยังมีพระชนม์ชีพอยู่แม้นในปัจจุบัน แต่ทว่าประทับอยู่ในโลกธาตุอื่นๆ ด้านบูรพาทิศ กล่าวถึงพุทธประวัติ มหาปณิธาน และอานิสงส์แห่งการกราบไหว้บูชา การเอ่ยพระนามหรือเพียงการน้อมใจระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้ง ๗ พระองค์นั้น
พระสูตรปกรณ์นี้ เป็นที่แพร่หลายมากในประเทศที่ศรัทธาในพระพุทธธรรมมหายาน เช่น จีน ญี่ปุ่น ธิเบต เนปาล บางแห่งจะให้พุทธศาสนิกชนได้ลูบคลำพระพุทธปฏิมาของพระไภษัชยคุรุตรงส่วนที่ตนเองเจ็บปวด ด้วยความเชื่อที่ว่าจะได้หายจากการเจ็บปวดบริเวณนั้น
พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า จีนเรียก “เอี๊ยะ ซือ ยู ไล” มีพระนามเต็มว่า พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้า อันมีความหมายดังนี้ ไภษัชยคุรุ แปลว่า พระผู้เป็นบรมครูแห่งโอสถรักษาโรค ส่วนคำว่า ไวฑูรยประภาตถาคต แปลว่า พระตถาคตเจ้าผู้มีแสงรัศมีสีน้ำเงินดุจรัตนไวฑูรย์ ซึ่งจะสังเกตได้จากภาพวาดศิลปะธิเบตที่วาดพระวรกายสีน้ำเงินเข้ม พระหัตถ์ซ้ายทรงบาตร พระหัตถ์ขวาทรงต้นยาสมุนไพร (ถ้ามาทางจีนจะทรงถือเห็ดหลินจือ เพราะเชื่อว่าเป็นเห็ดอายุวัฒนะของเซียน) ซึ่งต้นยาที่ทรงถือไว้นั้น มีชื่อว่า
“อคทะ” เป็นคำคุณศัพท์ ในความหมายว่า แข็งแรง สุขภาพดี ถ้าใช้เป็นคำนาม แปลว่า ยาบำบัดโรค หรือชื่อยาที่บำบัดแก้พิษได้ หรือผลไม้ชนิดหนึ่งคล้ายผลสมอเรียกว่า อรุระ
พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าแห่งการรักษาพยาบาล เป็นพระพุทธเจ้าแห่งสรรพโอสถทั้งปวง ทรงรักษาโรคภัยของสรรพสัตว์ทุกชนิดรวมทั้งโรคอันเป็นบ่อเกิดแห่งวัฏสงสาร คืออวิชชาด้วย ฉะนั้นพระองค์จึงทรงเป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนมาก อันพึงสังเกตได้จากอุโบสถในอารามใหญ่ๆ นิยมประดิษฐานพระปฏิมาของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ไว้ทางเบื้องซ้ายของพระศรีศากยมหามุนีพุทธเจ้า และมีพระอมิตาภะพุทธเจ้าประดิษฐานไว้ทางเบื้องขวา อันมีความหมายว่า พระอมิตาภะพุทธเจ้าทรงมีโลกธาตุนามว่า “สุขาวดี” ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของโลกแห่งนี้ และพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ก็ทรงมีโลกธาตุของพระองค์นามว่า “ศุทธิไวฑูรย์” (浄琉璃世界) หรือ “ไวฑูรย์ประภาส” (琉璃浄光世界) หรือ “ปูรณจันทระ” (滿月世界) อยู่ตรงข้ามคือทางทิศตะวันออกของโลกนี้เช่นกัน
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้ง ๗ พระองค์ในพระสูตรนี้ได้ประกาศมหาปณิธานไว้หลากหลาย รวมทั้งหมดมี ๔๔ ประการ แต่ก็มีพุทธประสงค์เพื่ออนุเคราะห์สรรพสัตว์ที่ยากจนข้นแค้น อดอยากหิวโหย ทุกข์ทรมานด้วยโรคร้าย และความพิกลพิการทั้งปวง คือมุ่งดับทุกข์ที่ชาติปัจจุบันก่อนแล้วจึงไปเกิดในพุทธเกษตรนั้นๆดุจกัน หากผู้อ่านแล้วได้พิจารณาตาม ด้วยมีเมตตาจิตเป็นที่ตั้ง ก็จะซาบซึ้งในพระมหาเมตตา มหากรุณาธิคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์เป็นอย่างดี เนื่องด้วยแต่ละพระองค์ทรงมีพระทัยละเอียดอ่อนคัมภีรภาพเป็นที่สุด ดังพระมหาปณิธานที่ว่า จะขจัดทุกข์จากอากาศที่หนาวและร้อน โรคภัยไข้เจ็บทั้งทางกายและใจ ตั้งแต่เจ้าพระราชาจนถึงกระยาจกผู้เข็ญใจ รวมทั้งสรรพสัตว์ทั้ง ๖ ภูมิ คือ เทวดาภูมิ มนุษยภูมิ เดรัจฉานภูมิ เปรตภูมิ อสุรภูมิ นรกภูมิ และสัตว์ในคติ ๘ อันมีเทพ นาค ยักษ์ คนธรรพ อสุร ครุฑ กินนร และมโหราค เป็นต้น
แม้ว่าจะเป็นทุกข์ต่างประเภทกัน ก็คงไม่มีผู้ใดดปรารถนาแน่นอน เช่นว่าผู้ที่อยู่ในสภาวะอิ่ม (สุข) ก็จะไม่รู้ซึ้งถึงสภาวะหิว (ทุกข์) ของอีกบุคคลหนึ่งในขณะนั้นได้เลย ถึงแม้ว่าเขาจะเคยประสบมาแล้วก็ตาม กล่าวให้ละเอียดลงไป หากผู้ที่ประสบภาวะอากาศร้อนหรือเพียงอบอ้าว (ทุกข์) ก็ปรารถนาในอากาศหนาวหรือเพียงเย็นสบาย (สุข) แต่บางคนประสบภาวะอากาศหนาวหรือเพียงเย็นสบายแต่กลับเป็นทุกข์ กลับปรารถนาในอากาศร้อนหรืออบอ้าวว่าเป็นสุขเช่นนี้ ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ดำรงฐานะที่ต่างกันด้วยประการทั้งปวง ย่อมมิอาจหรือยากที่จะได้รับรู้ถึงสภาวะทุกข์ของผู้อื่นได้ ด้วยเพราะความสุขและทุกข์ของแต่ละบุคคลรับรู้ได้เฉพาะใจแห่งตนเท่านั้น
ดาวน์โหลดเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ลิ้งค์ข้างล่าง